โรงงานที่ควบคุมผ่านคอมพิวเตอร์

การขยายดินแดนของธุรกิจในปัจจุบันมีอยู่สม่ำเสมอ เพราะมีการติดต่อสื่อสารอย่างไรพรมแดนแล้วนะปัจจุบัน ซึ่งทำให้บริษัทต่างๆมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นในการปฏิบัติงานภายในองค์กรที่มีขนาด หรือเงินทุนจำนวนมาก ในการช่วยที่พัฒนาไม่ว่าจะเพิ่มสายงานผลิตในประเทศต่างๆ ยกตัวอย่างเช่นประเทศไทยก่อนหน้านี้เป็นประเทศอุตสาหกรรมที่มีฐานการผลิตที่ค่อนข้างใหญ่

เพราะมีการลงทุนจากต่างประเทศ แล้วสิ่งเหล่านี้เองที่เขานำเข้ามาแล้วก็คือทางด้านเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ Robot ปัญญาประดิษฐ์ต่างๆก็ถูกนำเข้ามาภายในประเทศไทยเพื่อพัฒนาศักยภาพในการผลิตมากขึ้น ลดการใชข้แรงงานที่มีราคาแพงลง และเพิ่มในส่วนของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือว่านวัตกรรมใหม่ๆเข้ามาเพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงานให้ดีมากยิ่งขึ้น 

ทำให้ประเทศไทยสามารถมีโอกาสในการแข่งขันได้มากขึ้นแล้ว ณ ปัจจุบัน  เพื่อพัฒนาศักยภาพดีมากยิ่งขึ้นจึงต้องมีการส่ง ในส่วนของข้อมูลหรือองค์ความรู้ต่างๆรวมถึงงานวิจัยที่จะต้องมีขนาดใหญ่ ส่งสู่สาขาต่างๆภายในบริษัทของตัวเองเพื่อเพิ่มผลงานตามที่ต้องการ ในส่วนนี้เองบริษัทต่างๆในปัจจุบันที่มีการลงทุนอยู่เสมอ จะมองไปทางที่ให้สายงานผลิตหรือบริษัทต่างๆสามารถควบคุมตัวเองได้ผ่านคอมพิวเตอร์ หรือผ่านระบบที่เรียกว่าปัญญาประดิษฐ์นั่นเอง

ในส่วนนี้ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสายการผลิตควบคุมกระแสไฟฟ้าทรัพยากรต่างๆโดยวิเคราะห์ในส่วนของทางด้านเวลา ในคอมพิวเตอร์ก็สามารถวิเคราะห์ได้ทั้งหมดแล้วโดยที่ไม่ต้องใช้คนในการควบคุม อย่างไรก็ตามในการขยายธุรกิจต่างๆที่มีปัจจัยที่ต่างกันในสถานที่ที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นทางด้านคน วัฒนธรรมหรือการทำงาน รวมถึงองค์ความรู้ต่างๆ

ทำให้บริษัทต่างๆที่มีการลงทุนในประเทศไทยที่ใช้นวัตกรรมที่มีความล้ำมากเกินไปจำเป็นต้องมีเวลาให้บุคลากรภายในองค์กรนั้นฝึกอบรมหรือพัฒนาศักยภาพของตัวเอง

ถ้ามีการใช้นวัตกรรมที่มีความล้ำสมัยจนเกินไป ข้อเสียก็คือถ้าคนภายในองค์กรตัวเองตามนวัตกรรมนั้นไม่ทันก็อาจทำให้บริษัทสูญเสียโอกาสในการพัฒนาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพราะอย่างที่รู้กันว่าการขยายบริษัทมีความเสี่ยงอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านราคาหรือเงินลงทุน รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่พบในปัจจุบันจึงทำให้จำเป็นจะต้องวางโครงสร้างในการควบคุมตัวเองของบริษัทให้เหมาะสม การนำเทคโนโลยีหรือคอมพิวเตอร์เข้ามาจะเป็นส่วนช่วยอย่างยิ่ง

เพื่อทำให้บริษัทสามารถขับเคลื่อนไปได้ เพียงแต่จะต้องมีคนที่มีความรู้ความสามารถ ที่จะคอยแก้ไขปัญหาเผื่อมีความขัดข้องภายในสายงานนั้น เพราะในปัจจุบันมีหลายโรงงานที่สามารถควบคุมผ่านคอมพิวเตอร์ได้ทั้งหมด โดยที่ใช้คนน้อยหรือบางบริษัทก็แทบจะไม่ใช้คนเลย ในส่วนนี้เองจึงทำให้เห็นว่าการพัฒนาของโลกมีอยู่เสมอและในอุตสาหกรรมต่างก็ใช้การพัฒนาเหล่านี้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงานและขยายธุรกิจให้ใหญ่มากยิ่งขึ้น

ลักษณะทั่วไปของ JavaScript

JavaScript เป็นภาษาโปรแกรมพื้นฐานที่ใช้งานเพื่อพัฒนาเว็บ ตอนแรกมันถูกพัฒนาด้วย netscape เป็นภาษาที่ดัดแปลงได้ง่าย

ซึ่ง javascript ไม่ใช่ ภาษา java อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ แต่ว่ามันคล้ายกับภาษา C มากกว่า โดยสร้างตามมาตรฐานของ ECMAScript ที่เป็นภาษาสคริปต์ที่พัฒนาโดยซัน ไมโครซิสเต็มส์

JavaScript เป็นภาษาฝั่ง client คือหมายความว่าซอร์สโค้ดเมื่อถูกเขียนขึ้นมาแล้วจะใช้งานที่เครื่อง client เท่านั้น มันจะเกี่ยวข้องกับ web browser มากกว่า web server หมายความว่าฟังก็ชันในภาษานี้จะทำงานหลังจากที่โหลดเว็บเพจเสร็จเรียบร้อยแล้ว 

ตัวอย่างเช่นฟังก์ชันของจาวาสคริปต์ที่ตรวจสอบแบบฟอร์มของเว็บ ก่อนที่จะมีการซับมิต จะต้องแน่ใจว่าฟิลด์ที่ต้องการทั้งหมด ได้กรอกข้อมูลอย่างครบถ้วนแล้ว โค้ดใน javascript จะสร้าง error message ก่อนที่ข้อมูลจะส่งไปยัง server (ดักจับ error ระหว่างทาง)

เช่นเดียวกับภาษาทาง server อื่นๆ เช่น php, asp จาวาสคริปต์สามารถเพิ่มเข้าไปได้ในระหว่าง html ของเว็บเพจ ขณะที่ จาวาสคริปต์ยังคงมียุ่งเกี่ยวกับเว็บเพจแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งบางครั้งจะถูกอ้างอิงว่า .js file และใช้งานกับเบราวเซอร์เท่านั้น

ตัวอย่างของภาษานี้แบบง่ายๆ คือเป็นการบวกตัวเลขสองตัวเลย คือ ตัวเลข 7 และ 11 โค้ดที่เขียนนี้จะมีการรวมแท็ก html ด้วย และจะแสดงผลออกมาเป็น 18 ใน text box

javaScript เมื่อแทรกเข้าไปในโค้ดจะต้องมี แท็กว่า <script > โดยแท็กนี้สามารถแทรกได้ในทุกส่วนของโค้ด เช่นในอีเวนต์ของ onclick, onMouseDown, onMouseUp, onKeyDown, onKeyUp, onFocus, onBlur, onSubmit, และอื่นๆอีกมากมาย ขณะที่ภาษานี้เป็นภาษาพื้นฐานในการพัฒนาเว็บแต่ว่าโปรแกรมเมอร์หลายคน อาจจะชอบใช้ library ของมันที่เรียกว่า jquery เพื่อเพิ่มให้ element ต่างๆ เปลี่ยนแปลงอย่าง advance มากยิ่งขึ้น

ในการเขียนโค้ดภาษา จาวาสคริปต์เรามาดูตัว dollar sign ($) และ the underscore (_) ที่เป็นตัวอักษรเฉพาะที่ใช้ในภาษานี้กัน มันหมายถึงว่าเป็นการระบุชื่อตัวแปร,ฟังก์ชัน,คุณสมบัติ,อีเวนต์และ ออบเจ็กต์ต่างๆ 

ในเรื่องนี้ คาแรกเตอร์ทั้งสองนี้แสดงเหมือนเป็นสัญลักษณ์พิเศษ และเครื่องคอมพิวเตอร์จะใช้ตัวอักษร $, _ เหมือนเป็นตัวอักษรโดยทั่วไป 

ตัวระบุ จาวาสคริปต์จะต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษรเท่านั้น โดยเป็นตัวใหญ่หรือตัวเล็กเท่านั้น และต่อมาสามารถต่อด้วย _, $ และตัวเลขได้ตั้งแต่ 0-9 หมายความว่าจะมีทั้งหมด 54 ตัวอักษรที่สามารถเป็นตัวนำหน้าตัวแปรได้  ก็คือ a-z,A-Z รวมถึงสัญลักษณ์พิเศษ $ และ _ ด้วย

การเขียนโปรแกรมโดยทั่วไป ต้องเขียนตามหลักการของโปรแกรมมิเช่นนั้น โปรแกรมจะทำงานไม่ได้ javascript เป็นภษาขั้นพื้นฐานที่นักเขียนโปรแกรมจำเป็นต้องเขียนให้ได้หากต้องการจะพัฒนาปรับปรุงเว็บ และเป็นพื้นฐานของการเขียนเว็บในอนาคต และภาษา javascript เป็นคนละภาษากับภาษา java และคนคิดค้นก็เป็นคนละคนกัน

การค้าออนไลน์

การค้านั้นคือการขายสินค้าให้แก่คนที่ต้องการในสิ่งต่างๆ

ที่จะแตกต่างออกไป ความต้องการของคนนั้นๆจะความต้องการกมากหรือน้อยหากต้องการสินค้าเยอะๆ จะต้องติดต่อกับคนค้านั้นๆหรือเจรจาต่อรองราคา หากจะต้องการสินค้านั้นจะต้องเดินทางไปคุยในที่ต่างๆออกไปไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล ยกตัวอย่าง หากจะต้องการสินค้าเพื่อเอามาต่อยอดธุรกิจตัวเอง และถ้าต้องการสินค้ามากๆหรือซื้อเยอะๆจะสามารถซื้อได้ในราคาที่ถูกลงได้อีกด้วยยังเอามาต่อยอดเพิ่มอีกและยังลดต้นทุน

การค้าจะมีหลากหลายรูปแบบรวมทั้งการค้าสมัยใหม่ ผู้คนในยุคสมัยนี้นั้นได้เอาอินเทอร์เน็ตมาใข้ในการขายได้ไม่ว่าจะเป็นสร้างเว็บเพจขึ้นมาเพื่อใช้ในการโฆษณาหรือการขายนั่นเอง และยังได้มีการค้าออนไลน์เกิดขึ้นมาสมัยนี้นั้นมีเทคโนโลยีเกิดขึ้นมามากมาย อินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทมากมายในปัจจุบันสามารถเอาไปใช้ในการคุยงายรวมทั้งเอามาเป็นการค้าได้ การค้าหรือการขายการแลกเปลี่ยนคือการที่เราต้องเอาสิ่งที่เรามีมากๆให้แก่ผู้อื่นเพื่อแลกกับเงินหรือในสิ่งที่เราต้องการ การค้านั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว

ในยุคสมัยก่อนนั้นการค้าขายคือเอาของมาแลกเปลี่ยนกันหรือต้องการเงินทองเพื่อเก็บไว้ใช้ในอนาคต การค้าสมัยเก่านั้นจะไม่มีความทันสมัยหรือเทคโนโลยีทำให้การค้าขายค่อนข้างจะยากเพราะความต้องการของเรานั้นหรือสิ่งของเหล่านั้นอยู่ในที่ที่ห่างไกลนั่นเอง เพราะการที่อยู่ไกลออกไปในนั้นการที่เราต้องการสินค้าจะช้าลงออกไปหรือจะเอาสินค้ามาขายจะต้องรอเวลาที่ตกลงหรือจัดส่งจำทำให้ความต้องการของผู้คนจะมีมากขึ้นเลย

ทำให้สินค้าเหล่านั้นขายได้ดีหรือเพิ่มจำนวนสินค้าได้ดีแบบนี้จะเป็นการค้าเพื่อแลกกลับเงินหรือทองนั่นเองทำให้การค้าหรือที่เรียกว่าพ่อค้านั้นจะมีเงินทองมากมายในยุคสมัยนี้นั่นเอง ส่วนการค้าในสมัยนี้นั้นจะมีความทันสมัยและมีเทคโนโลยีมาเกี่ยวทำให้การค้าในสมัยนี้นั้นง่ายดายต่อให้อยู่ไกลแค่ไหนก็ยังเห็นสินค้าได้หรือคุยได้ในทันทีและการจัดส่งที่รวดเร็วความต้องการของคนซื้อหรือขายก็จะง่ายดายและผู้คนนั้นๆยังสามารถได้ของในทันที

แถมปัจจุบันนี้มีการจัดส่งที่รวดเร็วไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมงก็จะสามารถได้สินค้า การค้าออนไลน์นั้นเป็นประโยชน์ของทั้งพ่อค้าและผู้ซื้อเพราะสามารถซื้อหรือขายได้รวดเร็วแล้วยังเห็นสินค้าได้อีกต่อให้อยู่ต่างประเทศก็ยังคุยเรื่องการค้าได้ทันทีและยังเป็นการค้าที่ถูกเรียกว่าการค้าออนไลน์หรือการค้าสมัยใหม่นั่นเอง เป็นความทันสมัยในยุคนี้และยังมีประโยชน์ของผู้คนในสมัยนี้อีกด้วย

อาร์เรย์ ฟังก์ชั่น

ในการพัฒนาเว็ปไซต์ด้วยภาษา PHP มีฟังก์ชั่นคอยทำงานและช่วยเหลือมากมาย ช่วยให้การทำงาน ทำได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งการใช้ อาร์เรย์ ฟังก์ชั่นนั้น เป็นพื้นฐานสำคัญแรกๆเลยที่ต้องจดจำ เป็น built-in function ที่สำคัญ เพื่อช่วยให้การเขียนโปรแกรมต่างๆทำได้ง่ายขึ้น

ซึ่งมีมากมายหลากหลายที่ต้องเรียกรู้และจดจำ โดยมี ฟังก์ชั่นหลักๆที่ควรรู้ดังนี้

การจัดเรียงข้อมูลในอาร์เรย์ หรือ sort

คำสั่ง sort() จะช่วยในการจัดเรียงข้อมูล โดยมีหลักๆหรือเรียงจากน้อยไปหามาก และจากมากไปหาน้อย ด้วย asc และ desc โดยการเรียงจากน้อยไปหามากเราจะใช้ sort() ส่วนในทางกลับกันเราจะใช้ rsort() ดังตัวอย่างนี้

$names = [“Marco”, “Andy”, “Emmy”, “Charlie”, “Tommy”];

echo foreach($names as $el) {echo “$el”.“,”;}

//ผลลัพธ์คือข้อมูลที่ยังไม่ได้จัดเรียง Marco, Andy, Emmy,Charlie,Tommy

sort($names);

foreach($names as $el) {echo “$el”.“,”;}

//ผลลัพธ์คือข้อมูลที่จัดเรียงน้อยไปหามาก Andy,Charlie,Emmy,Marco,Tommy

rsort($names);

echo foreach($names as $el) {echo “$el”.“,”;}

//ผลลัพธ์คือข้อมูลที่จัดเรียงมากไปหาน้อย Tommy,Marco,Emmy,Charlie,Andy

นอกจากนี้ยังมีคำสั่งในการจัดเรียงแบบตรงข้ามที่เราจัดเรียงมาแล้วด้วย ซึ่งใช้คำสั่ง $reverse = array_reverse(ชื่อตัวแปร);

ซึ่งจากตัวอย่างเดิม เราจะเขียนและได้ผลลัพธ์ดังนี้

$reverse = array_reverse($names);

foreach ($reverse as $el){echo “$el”.“,”;}

//ผลลัพธ์จะเรียงกลับจากหลังไปหน้า Tommy,Charlie,Emmy,Andy,Marco

และมีคำสั่งในการสุ่มลำดับในอาร์เรย์ใหม่ นั่นคือ shuffle(ตัวแปร);

Shuffle($names);

Foreach ($names as $el){echo “$el”.“,”;}

//ผลลัพธ์จะเรียงลำดับแบบสุ่มจากข้อมูลทั้งหมดในอาร์เรย์ Emmy,Tommy,Marco,Andy,Charlie

ฟังก์ชั่นการนับและหาผลรวมของอาร์เรย์ ก็เป็นอีกหนึ่งฟังก์ชั่นที่น่าสนใจ

$numbers = [5,2,10,3,9,4,1,6];

Echo array_sum($numbers); //ผลลัพธ์ของการหาผลรวมคือ 40

Echo array_products($numbers); //ผลลัพธ์ของการหาผลรวม การคูณในอาร์เรย์ทั้งหมด คือ 64800

การทำงานคือ array_sum(ชื่ออาร์เรย์) อันนี้คือเอาสมาชิกในอาร์เรย์ทั้งหมดมาหาผลบวกรวมกัน

Array_products(ชื่ออาร์เรย์) ฟังก์ชั่นนี้คือการนำสมาชิกในอาร์เรย์ทั้งหมด มาหาผลคูณรวมกัน

อีกฟังก์ชั่นใช้ในการค้นหาข้อมูลสมาชิกในอาร์เรย์ โดยผลลัพธ์จะแสดงเป็น True or False จริงหรือเท็จ มีหรือไม่มีนั่นเอง คำสั่งคือ in_array()

ใช้งานดังนี้ หากเราอ้างอิงตัวอย่างเก่าเรื่อง $names

$find = “Tommy”

If (in_array($find, $names)){

Echo “$find มีใน array”; 

} else {

Echo “$find ไม่มีใน array”;

}

หากเราได้ลองทำตามตัวอย่างผลลัพธ์จะแจ้งมาว่า Tommy อยู่ในอาร์เรย์นี้ แต่หากเราเปลี่ยน $find=”Suzan” ผลลัพธ์จะไม่เจอ เพราะว่า Suzan ไมได้เป็นสมาชิกในอาร์เรย์

ฟังก์ชั่นเกี่ยวกับจำนวนและตัวเลขใน PHP

ในการพัฒนาเว็ปไซต์ด้วย PHP มีฟังก์ชั่นที่ใช้งานเกี่ยวกับจำนวนและตัวเลขเป็นจำนวนมาก แต่มีเพียงไม่กี่ฟังก์ชั่นเท่านั้นที่เราจะได้ใช้งานอยู่บ่อยๆ ซึ่งเราจะแนะนำฟังก์ชั่นที่น่าสนใจที่ใช้บ่อยๆให้ได้รู้เป็นทริคในการพัฒนาเว็ปไซต์ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นต่อไปกันครับ

ฟังก์ชั่นเกี่ยวกับการประมาณค่า มีน่าสนใจมากมายดังนี้

ceil(จำนวน) ใช้ในการปัดเศษขึ้นไปเป็นเลขจำนวนเต็ม ถ้าเศษมีค่ามากกว่าศูนย์ (การทำงานคล้ายๆ function roundup/rounddown ของ Microsoft Excel นั่นเอง)

echo ceil(10.01); // ผลลัพธ์ 11

echo ceil(10.50) // ผลลัพธ์ 11

floor(จำนวน) ใช้ในการปัดเศษเช่นกันแต่ว่าจะเป็นการปัดเศษทิ้ง ไม่ว่าเศษนั้นจะมีค่าเท่าใดก็ตาม

echo floor(10.01); //ผลลัพธ์ 10

echo floor(10.50); //ผลลัพธ์ 10

round(จำนวน,[,ทศนิยม]) ใช้ในการประมาณค่าเป็นจำนวนเต็มที่ใกล้เคียง หากเศษน้อยกว่า 0.5 จะตัดเศษทิ้งทันที แต่หากเศษมีค่าเท่ากับและเกินกว่า 0.5 ขึ้นไป จะปัดขึ้นไปเป็นจำนวนเต็มถัดไป เช่น

echo round(10.49); //ผลลัพธ์ 10

echo round(10.50); //ผลลัพธ์ 11

intval(จำนวน) เลือกเอาเฉพาะจำนวนเต็มของจำนวนที่ระบุ หากมีทศนิยมจะตัดทิ้ง เช่น

echo intval(10.01); //10

echo intval(10.99); //10

echo intval(-1.23); //-1

floatval(จำนวน) เลือกเอาจำนวนที่ระบุในแบบ float ซึ่งฟังก์ชั่นนี้น่าจะมีประโยชน์ในกรณีที่จำนวนนั้นวางอยู่ข้างหน้าสตริง เช่น

echo floatval(“12.34 MB”); //12.34

ฟังก์ชั่นในการเปรียบเทียบจำนวน

min(n1,n2,…n) หรือ min(อาร์เรย์) หาค่าที่น้อยที่สุดในระหว่างที่กำหนด ดังตัวอย่าง

$m1 = min(6,7,3,8,9); //ผลลัพธ์ $m = 3

$m2 = min(array(10,10.5,3.4,5.2,20)); //ผลลัพธ์ $m2 = 3.4

ฟังก์ชั่นในการตรวจสอบ และจัดรูปแบบตัวเลข มีหลากหลายฟังก์ชั่น ดังนี้

number_format(จำนวน) เป็นฟังก์ชั่นที่ใช้ในการหาและจัดรูปแบบตัวเลข เช่น จาก 4567 เป็น 4,567 แบบนี้เป็นต้น

echo number_format(1234567); //ผลลัพธ์ 1,234,567

is_numeric(ข้อมูล) ตรวจสอบว่าข้อมูลต่างๆที่ระบุมานั้นเป็นตัวเลขหรือไม่ โดยคำตอบจะเป็นแค่ true หรือ false เท่านั้น และข้อมูลที่จะเป็น true นั้นต้องเป็นข้อมูลตัวเลขล้วนๆไม่มีสมาชิกอักขระอื่นๆปะปน ทั้งนี้ตัวเลขเกิดมีการเขียนในรูปแบบสตริง คืออยู่ในเครื่องหมาย “…” เช่น “1234” ก็จะถือว่าเป็น true เป็นตัวเลขด้วย เพราะว่าสามารถนำไปใช้ในการคำนวนได้ ดังตัวอย่าง

$a = is_numeric(123); //$a = ture

$b = is_numeric(“1.23″); //$b=true

$c = is_numeric(“123abc”); //$c=false

$d= is_numeric(“xyz”); //$d=false

$e = is_numeric(12e3); //$e=true (e ใช้กำหนดเลขชี้กำลังฐานสิบ)

การเขียนเว็ปไซต์เริ่มต้นอย่างไร

ปัจจุบันการทำเว็ปไซต์เป็นที่แพร่หลายมาก

เพราะว่าเป็นยุค 4.0 ยุคอินเตอร์เน็ตและ Social ทุกๆคนต่างค้นหาข้อมูลของสินค้าหรือบริการที่ต้องการผ่านเว็ปไซต์ เสียมากกว่าการเดินไปดูด้วยตาของตนเอง หรือจากหนังสือ หนังสือพิมพ์ เหมือนในอดีต

นั่นทำให้การมีเว็ปไซต์ของตัวเองซักหนึ่งเว็ปนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเป็นเหมือนประตูให้ลูกค้ามาทำความรู้จักกับเรา เว็ปไซต์ก็เปรียบเสมือนหน้าร้าน เปรียบเสมือนที่อยู่ให้คนมารู้จักเรานั่นเอง ยิ่งทำเว็ปไซต์ได้น่าสนใจมากเท่าไหร่

ก็ยิ่งเป็นโอกาสให้คนรู้จักธุรกิจหรือสินค้าเรามากขึ้นเท่านั้น ทีนี้หากเราเป็น SME หรือเริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ การที่จะไปจ้างบริษัทหรือมือโปรทำเว็ปไซต์ ก็อาจจะเป็นการเปลืองต้นทุน เปลืองเงินกันเกินไปหน่อย

วิธีที่จะช่วยประหยัดเรื่องพวกนี้ได้ก็คือ การหัดเขียนเว็ปไซต์ด้วยตนเองนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันการหัดเขียนเองก็ไม่ได้อยากเกินไปนัก มีเครื่องไม้เครื่องมือมากมายที่ช่วยอำนวยความสะดวกเรา ทำให้การเขียนเว็ปไซต์ทำได้ง่ายดายยิ่งขึ้น เรามาเริ่มต้นกันเลยดีกว่า

  1. คอนเซปเริ่มต้นที่สำคัญเลยก็คือ การทำเว็ปไซต์ให้เราโฟกัสที่เนื้อหา หรือที่เรียกกันว่า Content เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เป็นหลักใหญ่เลย และเรื่องความสวยงามหรือเทคนิคค่อยๆตามมาทีหลัง ลองนึกภาพคนคลิ๊กเข้าเว็ปไซต์ของท่านเห็นว่าโอ้โหสวยงามจังเลย แต่เลื่อนๆดูแล้ว ไม่รู้ว่าขายอะไร หรือนำเสนออะไร มีแต่ภาพสวยๆอย่างเดียว สักพักลูกค้าก็คงปิดเว็ปไซต์ท่านไปไม่ได้สนใจต่อ เสียโอกาสในการขาย แต่หากในทางกลับกัน คลิ๊กเข้ามาแล้วโอ้โห นี่เลยสิ่งที่ต้องการ มีข้อมูลบอกชัดเจน รายละเอียดชัดเจน ลูกค้าก็คงอยู่ในเว็ปนาน อ่านข้อมูลจนเป็นที่พอใจ และมีโอกาสปิดการขายได้ง่ายๆ
  2. ทำความรู้จัก Domain Name และ Hosting ฟังดูผ่านๆอาจทำให้รู้สึกว่ายากและงงใช่ไหมครับ แต่ความเป็นจริงไม่ได้ยากอะไรเลย Domain Name ก็คือชื่อเว็ปไซต์ที่เราอยากให้คนรู้จัก ที่เราอยากให้คนพิมพ์เวลาเปิดหน้าต่างเว็ปขึ้นมานั่นเองครับ เช่น Google.com, Facebook.com, Thairath.com, Sanook.com, Mthai.com ต่างๆเหล่านี้เป็นต้นครับ ส่วน Hosting ก็คือ Server หรือบ้านที่เราจะเอาชื่อ Domain Name เราไปเข้าอยู่ เพื่อให้เว็ปไซต์ทำงานได้นั่นเองครับ